History of Embassy Home > History of Embassy

ที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น

เรียบเรียงโดย นางสาวสุธินี แข็งแรง

ผู้ช่วยดำเนินการด้านการเมือง

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2474 ที่ได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างไทยและสวิตเซอร์แลนด์ รัฐบาลไทยได้เช่าอาคารแห่งต่างๆ เพื่อใช้เป็นที่ทำการของสถานเอกอัครราชทูตฯ มาโดยตลอดและแม้ว่าจะได้มีการดำเนินการเพื่อจัดซื้ออาคารเป็นที่ทำการในบางช่วงสมัย แต่ด้วยฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าวไม่เอื้ออำนวยความสำเร็จในการจัดซื้อจึงไม่เกิดขึ้น

ตราบจนในปี พ.ศ. 2535 รัฐบาลไทยจึงได้สั่งการให้จัดซื้ออาคารเพื่อเป็นที่ทำการของสถานเอกอัครราชทูต ต่อมาจึงได้มีการลงนามซื้ออาคารเลขที่ 56 Kirchstrasse 3097 Liebefeld bei Bern เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2539 ในสมัยฯพณฯ นายดอน ปรมัตวินัย ซึ่งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น ในขณะนั้น โดยมีมูลค่าการซื้อ รวมตัวอาคาร ที่ดิน ในราคา 3,900,000 ฟรังก์สวิส และเมื่อรวมค่าซ่อมแซมปรับปรุงจะเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 4,015,000 ฟรังก์สวิส หรือ 86,322,500 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น)โดยมีกรรมสิทธิ์ที่ดินหมายเลข 3153 (Köniz Real Estate File No. 3153) นับเป็นที่ทำการถาวรแห่งแรกของสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำสวิตเซอร์แลนด์

รูปถ่ายสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น ถ่ายเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

อาคารสถานเอกอัครราชทูตฯหลังนี้ได้รับการก่อสร้างในปี ค.ศ. 1925 หรือเมื่อปี พ.ศ. 2488 เป็นสถาปัตยกรรมแบบ Bernese ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปต้นศตวรรษที่ 20 มีพื้นที่ทั้งสิ้น1,745 ตารางเมตร พื้นที่ทั้งหมดในตัวอาคารมีขนาด 629 ตารางเมตร และพื้นที่ใช้สอยในตัวอาคาร 496 ตารางเมตร เจ้าของบ้านคนแรกคือ นาย Guggisberg เป็นสถาปนิกผู้ทำการควบคุมการออกแบบและก่อสร้างด้วยตนเอง หลังจากนั้นบริษัท CSD Management AG ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินการธุรกิจเกี่ยวกับการคอมพิวเตอร์และการก่อสร้างได้ซื้ออาคารหลังนี้ต่อเพื่อใช้เป็นที่ทำการ ต่อมาบริษัทได้ย้ายที่ทำการไปอยู่ที่อื่นสถานเอกอัครราชทูตฯ จึงได้ซื้ออาคารพร้อมที่ดินแห่งนี้ต่อจากบริษัทดังกล่าว

จุดเด่นของอาคารหลังนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับอาคารอื่นๆ หลายหลังในกรุงเบิร์น คือโครงสร้างอาคารอยู่ในสภาพแข็งแรง มั่นคง ทำเลที่ตั้งโดดเด่นบนเนิน ไม่แออัด แวดล้อมด้วยเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร สาธารณูปโภคที่ครบครัน เช่น โรงพยาบาล (ปัจจุบันอาคารโรงพยาบาลได้เปลี่ยนเป็นสถานที่พักพิงสำหรับผู้อพยพ) โรงเรียน ที่ทำการไปรษณีย์และ ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

หลังการลงนามซื้อขายแล้ว ได้มีการดำเนินการซ่อมแซมปรับปรุงอาคารเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539 และเมื่อเดือนเมษายน 2540 สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชมการซ่อมแซมในวโรกาสที่ทรงเสด็จฯ เยือนประเทศสวิตเซอร์แลนด์ระหว่างวันที่ 8- 12 เมษายน พ.ศ. 2540 และเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2540 ข้าราชการและเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น จึงได้ย้ายมาอยู่ ณ ที่ทำการหลังใหม่แห่งนี้ ทั้งนี้เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น อย่างเป็นทางการ

ภาพถ่ายแผ่นป้ายเนื่องในวโรกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตฯ

(ถ่ายเมื่อ 19 กันยาน พ.ศ. 2553)

ที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้จึงนับได้ว่าเป็นศูนย์รวมที่สำคัญของชาวไทยที่พำนัก ในสมาพันธรัฐสวิสทุกคน อีกทั้งเป็นการเอื้อโอกาสให้แก่ข้าราชการสถานเอกอัครราชทูตฯ และชาวไทยทั้งหลายให้ทุ่มเทอุทิศแรงกายและแรงใจดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ส่งเสริมและเผยแพร่ประเทศไทยแก่สายตาชาวสวิสและคนอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

จำนวนพื้นที่เดิมเมื่อลงนามซื้อขายมีขนาด 1,393 ตารางเมตร ต่อมาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2543 สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ลงนามยกมอบที่ดินจำนวน 94 ตารางเมตร ให้แก่เทศบาลเมือง Köniz เพื่อก่อสร้างเป็นทางเท้าและกำแพงด้านหน้าของอาคารสถานเอกอัครราชทูตฯ โดยมีเจ้าของที่ดินรายอื่นจำนวน 13 ราย ได้ยินยอมยกที่ดินของตนให้แก่เทศบาลฯ เช่นเดียวกัน ทั้งนี้การยกมอบที่ดินดังกล่าวให้แก่ทางการท้องถิ่นเป็นการดำเนินการตามเงื่อนไขเมื่อคราวที่รัฐบาลไทยได้ทำการตกลงซื้อที่ดินแห่งนี้

ข้อมูลอ้างอิง

  • แฟ้มการก่อสร้างที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตฯ ซึ่งเก็บรักษาไว้ ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น

  • คำกราบบังคมทูลรายงานของฯพณฯ นายดอน ปรมัตถ์วินัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น(ในขณะนั้น)ในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จทรงประกอบพิธีเปิดที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2541

  • การสัมภาษณ์นาง Erika McDonald ซึ่งทำงานในตำแหน่งล่ามและเลขานุการเอกอัครราชทูตฯ ตั้งแต่ พ.ศ.2538 จนถึงปัจจุบัน(พ.ศ.2553)