Le Pavillon Thailandais Home > Le Pavillon Thailandais

ศาลาไทยและเปียโนแห่งสยาม

เรียบเรียงโดย นางสาวพรพิมล สมนึก

นักพัฒนาระบบราชการปฏิบัติการ

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น

หลายหลายเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชดำเนินขึ้นที่เมืองโลซานน์ กระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น จึงเลือกเมืองแห่งนี้เป็นสถานที่ตั้งศาลาไทย ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีและเป็นที่ระลึกในโอกาสครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสมาพันธรัฐสวิสในปีพ.ศ. 2549

ศาลาไทย ณ เมืองโลซานน์

ทางการสวิสได้อนุญาตให้รัฐบาลไทยก่อสร้างศาลาไทย (Le Pavillon Thailandais) ในพื้นที่สวนสาธารณะเดอน็องตู ตำบลอุชชี่ (Ouchy) ในเขตเทศบาลเมืองโลซานน์ กระทรวงต่างประเทศสนับสนุนงบประมาณ กรมศิลปากรดำเนินการก่อสร้าง โดยมีพลอากาศตรีอาวุธ เงินชูกลิ่น สถาปนิกหลวง ศิลปินแห่งชาติสาขาสถาปัตยกรรมและอดีตอธิบดีกรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบ นายก่อเกียรติ ทองผุด เป็นนายช่างศิลปกรรม นายเศกสรรค์ ปัญญารัมย์ เป็นนายช่างเขียนแบบ นายสุทิน เจริญสวัสดิ์ เป็นวิศวกรโยธา ช่างฝีมือและคนงาน 50 คน ร่วมกันสร้างชิ้นส่วนทุกชิ้นจากโรงงานในเมืองไทย รวมทั้งการทำฐานและบันไดด้วยหินแกรนิต ใช้ระยะเวลาประมาณสามเดือนจึงเสร็จสิ้น ขนส่งทางเรือจากประเทศไทยมายังสวิตเซอร์แลนด์

ศาลาไทย ณ เมืองโลซานน์ (Le Pavillon Thailandais) ถ่ายเมื่อ 2 ก.ค. พ.ศ.2553

เทศบาลเมืองโลซานน์รับผิดชอบงานปรับพื้นที่และภูมิทัศน์ การติดตั้งกล้องวงจรปิด เครื่องตรวจจับควันไฟ ระบบแสงและไฟฟ้า และการดูแลศาลาไทยภายหลังการก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว กระทั่งเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2550 จึงเปิดให้สาธารณชนได้ชื่นชม โดยเฉพาะในช่วงเสาร์-อาทิตย์ที่ศาลาไทยได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งของเมืองโลซานน์ให้นักท่องเที่ยวได้มาถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก

ศาลาไทยหลังนี้เป็นศาลาไม้แบบจัตุรมุขคือ มีหน้าจั่วสี่ด้าน ขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 6 เมตร สูง 16 เมตร น้ำหนักเฉพาะตัวศาลาอยู่ที่ประมาณ 27 ตัน ก่อสร้างด้วยไม้ตะเคียนและไม้สักตามลักษณะการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรมไทยแบบโบราณ ประดับตกแต่งด้วยเครื่องลำยองคือ ช่อฟ้า ใบระกา นาคสะดุ้ง หางหงส์ ส่วนที่สำคัญที่สุดของศาลาหลังนี้คือ ลวดลายที่หน้าจั่วหรือที่เรียกว่า หน้าบัน เป็นที่ประดิษฐานพระปรมาภิไธยย่อของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสองพระองค์ ด้านหน้าทางทิศใต้คือพระปรมาภิไธยย่อของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ด้านตะวันตกคือพระปรมาพิไธยย่อ อปร. ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ด้านตะวันออกคือพระนามาภิไธยย่อ สว. ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ส่วนหน้าบันด้านทิศเหนือประดับตราสัญลักษณ์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน

สิ่งที่นำความปลาบปลื้มใจมาสู่พสกนิกรชาวไทยที่อาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์คือ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2552 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังเมืองโลซานน์เป็นการส่วนพระองค์เพื่อทรงประกอบพิธีเปิดศาลาไทยอย่างเป็นทางการ คนไทยที่เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทจึงได้ชื่นชมพระบารมีของพระองค์ท่านด้วยความปีติยินดี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดศาลาไทยเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร่วมกับนายดาเนียล เบรลาซ์ นายกเทศมนตรีเมืองโลซานน์

เปียโนทรงบรรเลง

นอกจากศาลาไทย ณ เมืองโลซานน์แล้ว สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์น ยังดูแลสิ่งของสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ เปียโนไม้สีน้ำตาลเข้มแบบตั้งตรง ยี่ห้อ Carl Hardt Stuttgart ผลิตในเยอรมนี ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงศึกษาในขณะทรงพระเยาว์ เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ 9 และ 7 พรรษา ตามลำดับ

เปียโนประวัติศาสตร์ที่ ร.8 และ ร.9 ทรงศึกษาเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ขณะประทับ ณ เมืองโลซานน์(ถ่ายเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 53)

ข้อความด้านในฝาครอบเปียโน “เปียโนหลังนี้อยู่ในถิ่นพำนักของกษัตริย์แห่งสยามประเทศ ตั้งแต่เมษายน พ.ศ. 2477 ถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2478”

ร้านเปียโนของครอบครัว Laurent ในเมืองโลซานน์รับซื้อเปียโนหลังนี้ไว้ เมื่อเจ้าของร้านสำรวจสภาพการใช้งานก็พบข้อความขีดเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสอยู่ด้านในฝาครอบ แปลได้ว่า “เปียโนหลังนี้อยู่ในถิ่นพำนักของกษัตริย์แห่งสยามประเทศ ตั้งแต่เมษายน พ.ศ. 2477 ถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2478” ครอบครัว Laurent เห็นว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับประเทศไทย จึงได้มอบให้แก่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงเบิร์นเก็บรักษาไว้ ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้ทรงเปียโนหลังนี้อีกครั้งเมื่อครั้งเสด็จประพาสสวิตเซอร์แลนด์และสถานเอกอัครราชทูตในปี 2543

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มสนพระราชหฤทัยและศึกษาวิชาดนตรีตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ขณะที่ประทับอยู่เมืองโลซานน์ โดยได้ทรงสมัครเข้าเรียนแซ็กโซโฟน และทรงนำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ได้จากการอดออมค่าขนมมาสมทบกับพระราชทรัพย์ที่ทรงได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซื้อแซ็กโซโฟนองค์แรก ซึ่งเป็นสีเงิน ยี่ห้อ Conn และในขณะที่ทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราชอยู่นั้นทรงเริ่มสนพระราชหฤทัยในดนตรีแจ๊ส และโปรดการฟังแผ่นเสียงของนักดนตรีแจ๊สชั้นนำหลายท่าน ดังที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนาฯ ทรงเล่าไว้ในหนังสือ “เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์” ว่า “เมื่อถึงเวลาสนพระทัยแผ่นเสียงก็แบ่งกันอีก รัชกาลที่ 8 ทรงเลือก Louis Armstrong และ Sidney Bechet รัชกาลที่ 9 ทรงเลือก Duke Ellington และ Count Basie เกี่ยวกับการซื้อแผ่นเสียงนี้ ถ้าเป็นแจ๊สต้องซื้อเอง ถ้าเป็นคลาสสิกเบิกได้”

นายชัญพงศ์ ทองสว่าง นักเปียโนชาวไทยที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านเปียโนจากสวิตเซอร์แลนด์ และขณะนี้กำลังศึกษาปริญญาเอกที่ออสเตรีย ได้กล่าวถึงพระปรีชาสามารถทางดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการพระราชนิพนธ์เพลงว่า ขณะที่พระองค์ทรงประทับอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ภายหลังเสวยราชสมบัติแล้ว ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้สี่เพลงคือ H.M. Blues มีโน้ตเพลงและคำร้องภาษาอังกฤษ ซึ่งแตกต่างจากคำร้องภาษาไทยเพลง “ชะตาชีวิต” ที่มีความหมายคนละแบบ เพลงต่อมาคือ Never Mind the Hungry Men’s Blues ส่วนเพลง Blue Day เป็นเพลงที่พระราชนิพนธ์ขณะเสด็จประทับแรมบนภูเขาในเมืองดาโวส (Davos) สวิตเซอร์แลนด์ และเพลง “I Never Dream” เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลีลาวอลซ์ และในงานเทศกาลไทย ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 10-11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ชัญพงศ์ได้อัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งสี่บทเพลงมาบรรเลงเปียโน พร้อมกับนักแซ็กโซโฟนและนักร้องชาวสวิส เพื่อขับกล่อมผู้เข้าร่วมงานได้ชื่นชมในพระบารมีของพระองค์ท่าน

ทั้งศาลาไทยและเปียโนคืออนุสรณ์ให้ชาวไทยและชาวต่างชาติได้ระลึกว่าครั้งหนึ่งพระมหากษัตริย์ไทยสองพระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเคยประทับอยู่พร้อมสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นเวลาถึง 18 ปี นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายภาพศาลาไทยเมืองโลซานน์ได้ทุกวัน เช่นเดียวกับศาลาไทยและเปียโนในสถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงเบิร์น ที่เปิดต้อนรับทุกคนได้ชื่นชมอย่างใกล้ชิดด้วย

ข้อมูลอ้างอิง

  • กัลยาณิวัฒนา, กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า. 2525. แม่เล่าให้ฟัง. พิมพ์ครั้งที่ 6 (แก้ไขและเพิ่มเติม). กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ.

  • กัลยาณิวัฒนา, กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า. 2530. เจ้านายเล็กๆ- ยุวกษัตริย์. พิมพ์ครั้งที่ 6 (แก้ไขและเพิ่มเติม). กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์.

  • พัชรินทร์ (บุณยนิยม) ไรเตอร์. 2553. ศาลาไทยเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ เมืองโลซานน์. กรุงเทพฯ : บริษัท พิมพ์ดีการพิมพ์ จำกัด.

  • โรงเรียนจิตรลดา.2539. ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์ (The Musical Compositions of His Majesty King Bhumibol Adulyadej of Thailand). กรุงเทพฯ : โรงเรียนจิตรลดา.

  • Aerni, Agathon. 1997. Siam-Swiss Centenary: The Growth of a Friendship. Bangkok : Amarin Printing.